dot
dot

dot
dot
dot
bulletเครื่องยนต์เบนซิน I/C
bulletเครื่องยนต์เบนซิน VANGUARD
bulletเครื่องยนต์เบนซิน เพลาคว่ำ
bulletเครื่อง เรือหางยาว
bulletเครื่องยนต์โกคาร์ท
dot
dot
bulletเครื่องยนต์เบนซิน TAZAWA
bulletเครื่องยนต์เบนซิน "เพลาทด"
dot
dot
bulletรถตัดหญ้านั่งขับ OREC
bulletรถตัดหญ้านั่งขับ CRAFTSMAN
bulletรถตัดหญ้าเดินตาม สี่ล้อเข็น
bulletรถตัดหญ้า RAPTER
dot
dot
bulletเครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย
dot
dot
bulletเครื่องสูบน้ำดับเพลิง SHIBAURA
bulletเครื่องสูบน้ำดับเพลิง Power fire pump
dot
dot
bulletIZ-120 เครื่องพ่นหมอกควัน
bulletIZ-150A เครื่องพ่นหมอกควัน
bulletIZ-400 เครื่องพ่นหมอกควันติดรถยนต์
bulletIZ-33 เครื่องพ่นฝอยละเอียด ULV
bulletIZ-1200A (ULV)
bulletผลิตภัณฑ์เคมีกำจัดยุง
bulletเครื่องพ่น ULV สะพายหลัง MAKITA
bulletISO9001:2000 IZ-FOG
dot
dot
bulletเครื่องสูบน้ำเบนซิน
bulletเครื่องสูบน้ำดีเซล (Air-Cooled)
bulletเครื่องสูบน้ำหอยโข่ง ขนาดใหญ่
dot
dot
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า B&S
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า UROGEN
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ไดเชื่อม)
dot
dot
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดีเซล (Air-cooled)
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดีเซล (Water-cooled) 3-12KW
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดีเซล ขนาดใหญ่ (10-50KW)
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดีเซล แบบมีตู้เก็บเสียง 15-50KW
bulletเครื่องกำเนิดไฟฟ้า CUMMINS
dot
dot
bulletไดนาโม รอบช้า เพลาลอย
bulletไดนาโม รอบเร็ว
bulletตารางแสดงการกินไฟ
dot
dot
bulletเครื่องยนต์ ยันม่าร์ รุ่น M
bulletเครื่องยนต์ ยันม่าร์ รุ่น YM
bulletเครื่องยนต์ ยันม่าร์ 14-16HP
dot
dot
bulletเครื่องพ่นยาสามสูบ (เล็ก)
bulletเครื่องพ่นยาสามสูบ (ใหญ่)
bulletรูปแบบการติดตั้ง เครื่องพ่นยา
dot
dot
bulletเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง LORENZIA
bulletเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงติดเครื่องยนต์
dot
dot
bulletรถดั๊มเปอร์ ติดตั้ง พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล
dot

dot
dot
dot
bulletV.B. ENGINE FACEBOOK
bulletBRIGGS&STRATTON USA
bulletOREC JAPAN
bulletOREC THAILAND
bulletSHIBAURA JAPAN
bulletIZFOG KOREA
bulletYANMAR THAILAND
bulletNANA GARDEN
bulletTHAI TECHNO




ภัยร้ายที่มาจาก พาหะนำโรค article

ยุง พาหะนำโรค 

เรื่องเล่าที่เกิดบนโลก ในตอนนี้ จะขอยกเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้พอดี เพราะมีการเตือนจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ว่า มีการระบาดของโรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก และโรคไข้สมองอักเสบ จึงอยากมาเล่าให้ผู้อ่านว่าโรคพวกนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำงาน อย่างไร และกลไกป้องกันในปัจจุบันมีไหม 
ดังคำพูดที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า ยุงร้ายกว่าเสือ ซึ่งในความเป็นจริงความร้ายกายของยุงนั้น เกิดจากการที่ยุงเป็นพาหะนำโรคร้ายต่าง ๆ 
ที่มีสิ่งแวดล้อมและสัตว์เป็นแหล่งเพาะเชื้อของยุงพวกนี้มาให้กับมนุษย์ โดยทั่วไป ยุงตัวผู้จะกินน้ำหวานเป็นอาหาร ส่วนยุงตัวเมียจะดูดเลือดกินเป็นอาหาร ปัจจุบันมียุงมากมายหลายชนิด แต่ที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ยุงก้นปล่อง (Anopheles) ยุงลาย (Aedes) และ ยุงรำคาญ (Culex) 

ก่อนอื่นจะขอพูดถึงโรคที่มากับยุงก้นปล่องก่อน นั่นคือ โรคมาลาเลีย 

มาลาเรียเป็นโรคที่เกิดจากโปรตัวซัวที่ทำงานในตัวยุง เป็นปรสิตสกุล Plasmodium  และในสกุลนี้มีเพียง สายพันธุ์เท่านั้น ที่สามารถแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้ โดยสายพันธุ์ที่ร้ายแรงได้แก่ Plasmodium falciparum และPlasmodium vivax  ส่วนอีก สายพันธุ์ที่เหลือ สามารถติดสู่มนุษย์ได้แต่ไม่ก่อโรค (Plasmodium ovale,Plasmodium malariaeมาลาเรียจะแพร่เชื้อผ่านยุงตัวเมียสู่มนุษย์ ซึ่งเมื่อมนุษย์ได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะเข้าไปฝังตัวในเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดอาการป่วย เช่น ปวดหัว หายใจถี่ และหัวใจเต้นเร็ว นอกจากนี้ยังมีอาการทั่วไปอย่างอื่นอีก เช่น ไข้ จาม ซึ่งหากเข้าขั้นร้ายแรงแล้วจะเข้าสู่อาการโคม่า  
กลไกการติดเชื้อมาลาเรียจะมี ระยะด้วยกัน ระยะแรกเรียกว่า 
exoerythrocytic  (exo=นอก; erythrocutic=เม็ดเลือดแดง) ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดภายในตับ และอีกระยะเรียกว่า erythrocytic

  ซึ่งเกิดในเม็ดเลือดแดง โดยเมื่อยุงกัดมนุษย์แล้ว น้ำลายยุงจะเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะวิ่งผ่านตับ หลังจากการได้รับเชื้อ 30 นาที เชื้อมาลาเรียจะเข้าไปฟักตัวในตับ สร้างเชื้อใหม่ในแบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งเมื่อมีจำนวนมากแล้ว ตัวอ่อนเหล่านั้นจะทำลายตับออกมาเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเข้าไปฝังตัวในเม็ดเลือดแดง ในระหว่างที่เกิดการเพาะเชื้อในเม็ดเลือดแดงนั้น เมื่อได้จำนวนมากพอก็จะทำลายเม็ดเลือดแดงให้แตกและไปฝังตัวยังเซลล์เม็ดเลือดแดงอื่น ซึ่งกลไกดังกล่าวทำให้เกิดอาการไข้ได้

 

เชื้อมาลาเรียไม่สามารถถูกกำจัดด้วยภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ เพราะด้วยช่วงชีวิตของมันอยู่ในตับและเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจหาไม่พบ อย่างไรก็ตามเซลล์เม็ดเลือดจะถูกกำจัดโดยม้ามตามปกติอยู่แล้ว แต่ด้วยความฉลาดของเชื้อดังกล่าวที่รู้ว่าจะถูกกำจัด จึงได้สร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกโปรตีนนี้ว่า PfEMP1(Plasmodium falciparum erythrocyte membrane protein 1) โดยโปรตีนนี้จะทำหน้าทีจับเม็ดเลือดแดงให้เกาะอยู่กับผนังหลอดเลือดไม่ไปไหน ทำให้เกิดภาวะเลือดออกในมาลาเรีย เนื่องจากการที่หลอดเลือดอุดตัน และยังทำให้เกิดอาการติดเชื้อไปยังไขสันหลังหรือรกในสตรีที่มีครรภ์ได้ และหากเชื้อเข้าสมองก็จะเข้าสู่โคม่าได้

โปรตีน PfEMP1 นี้ เป็นเป้าหมายสำคัญในการศึกษาเพื่อสร้างยารักษาโรค แต่ปัญหาสำคัญก็คือ โปรตีนนี้มีหลากหลายรูปแบบ โดยอาจมีอย่างน้อยถึง 60 แบบต่อเชื้อมาลาเรียตัวเดียว เชื้อมาลาเรียจะเปลี่ยนรูปแบบโปรตีนดังกล่าวไปมา ทำให้ยากต่อการสร้างยาที่จำเพาะได้หรือได้ผลชะงักได้   

มาลาเรียในตอนนี้ไม่มีวัคซีนป้องกันโรค แต่มียาที่ใช้รักษาโรคได้ ซึ่งยาที่นิยมได้แก่ Chloroquine  ซึ่งมีราคาถูกและยังใช้ได้ผลอยู่ในหลายเขต แต่เชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งก่อโรคแบบรุนแรงกลับดื้อยานี้ และเริ่มแพร่ระบาดไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้ายาชนิดใหม่ๆ ซึ่งยาที่กำลังได้รับความนิยมในการศึกษาตอนนี้คือ beta blockerpropranolol

 เนื่องจากมีความสามารถรักษาผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดื้อยาได้ และยับยั้งไม่ให้เชื้อเข้าไปแพร่สู่เม็ดเลือดแดงได้  

 

 ต่อมาคือ โรคไข้เลือดออก ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ในสกุล Flaviviridae  โดยไข้เลือดออกมีอยู่ สายพันธุ์ จำแนกตามซีรัม มีแหล่งแพร่ระบาดอยู่ในเขตร้อน เมื่อติดไข้เลือดออก น้ำลายที่มีเชื้อไวรัสจากยุงจะเข้าไปแพร่เชื้อสู่ตับ และเชื้อจะเริ่มจำลองตัวเองภายในเซลล์ตับ โดยใช้เอนไซม์ต่าง ๆ ของเซลล์ในการเริ่มต้นกระบวนการทำงานในการสังเคราะห์โปรตีนจาก RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของตัวเองก่อน โดยโปรตีนที่ได้จะออกมาเป็นโปรตีนเส้นเดี่ยวสายยาว เป็นโปรตีนตั้งต้นที่จะถูกตัดออกเพื่อให้ทำงานได้
โดยในเส้นโปรตีนนั้นจะแบ่งเป็นส่วนที่เรียกว่าโปรตีนโครงสร้าง (Structural protein) และส่วนที่ไม่ใช่โปรตีนโครงสร้าง (non-Structural protein) โปรตีนที่อยู่ในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโปรตีนเอนไซม์ที่ใช้ในการจำลองไวรัสไข้เลือดออก หนึ่งในโปรตีนที่จำทำงานก่อนคือโปรตีน NS3 ซึ่งโปรตีนนี้จะเป็นโปรตีนที่มีกิจกรรมของเอนไซม์ ชนิดอยู่ข้างใน คือ 
protease  NTPase และ RNA helicase โดยโปรตีน NS3 นี้จะทำงานไม่ได้หากขาดโปรตีนที่มาทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วม (co-factor) นั้นคือโปรตีน NS2B เมื่อโปรตีน ตัวนี้จับกันจะเริ่มทำงานโดยการตัดแยกโปรตีนเส้นเดี่ยวนั้น ให้กลายเป็นโปรตีนแต่ละชิ้นที่ทำงานได้
โปรตีน NS2B-NS3 นี้ได้กลายมาเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนายาเพื่อรักษาโรคไข้เลือดออก โดย นักวิจัยพยายามหาตัวยับยั้งที่จะเข้าจับ NS3 ไม่ให้ทำงานได้ ซึ่งตอนนี้หลายบริษัทยาโดยเฉพาะบริษัท Novartis ได้คิดค้นสำเร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นทดลองกับคนกลุ่มใหญ่ในการดูประสิทธิภาพของการรักษาโรค นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่ายารักษามาลาเรีย เช่น Chloroquine ก็มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเช่นกัน แต่ยังไม่รู้ปริมาณที่ใช้ในการยับยั้งแน่นอน 
ในการพัฒนาวัคซีนต้านไข้เลือดออกก็มีมานานแล้วเช่นกัน แต่เนื่องจากการที่นักวิจัยไม่รู้ว่าเชื้อไวรัสไข้เลือดออกใช้โปรตีนอะไรจับกับเซลล์ในตับ ทำให้ยากแก่การที่จะหาตัวยับยั้งในกระบวนการนี้ แต่รายงานล่าสุดของนักวิจัยในไต้หวัน ได้พบเป้าหมายที่จะยับยั้งอาการป่วยของไข้เลือดออก โดยการไปลดการแสดงออกที่มากเกินไปของเซลล์ภูมิคุ้มกันแทน ทำให้มีโอกาสที่จะลดอาการช็อกเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง
นอกจากนี้ในไทยเอง นำโดยมหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้มีการพัฒนาวัคซีนจำสำเร็จ โดยใช้ไวรัสไข้เลือดออกที่อ่อนแอลง มาเพาะเลี้ยงในเซลล์ไตของลิง จนได้รูปแบบของไวรัสที่เหมาะแก่การทำวัคซีนแบบค็อกเทล คือ 
1เข็มป้องกันได้ สายพันธุ์ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระดับคลินิกเช่นกัน แต่ จากงานวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่คนในแถบเอเซียนี้ จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้เลือดออกอยู่แล้ว ซึ่งคนปกติแข็งแรงดีจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ยาก คนที่ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นคนที่อยู่ในภาวะร่างกายอ่อนแอ ชรา หรือ เด็ก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ควรป้องกันตนเองไม่ให้โดนยุงกัด  

 

 

สุดท้ายคือโรคที่เกิดจากยุงรำคาญนั้น คือโรคไวรัสไข้สมองอักเสบแบบเจอี

ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าโรคนี้ระบาดแต่ในญี่ปุ่นเนื่องจากชื่อภาษาอังกฤษของมันที่ใช้ชื่อว่า Japanese encephalitis virus  ซึ่งในความจริงแล้ว ชื่อมันมาจากการค้นพบตัวอย่างแรกในคนญี่ปุ่น แต่แหล่งแพร่ระบาดของโรคนี้ก็อยู่ตั้งแต่เขตร้อนไปจนถึงเขตอบอุ่น เช่น เกาหลี หรือญี่ปุ่น  
เชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบแบบเจอีนั้น เป็นไวรัสในตระกูลเดียวกับไวรัสไข้เลือดออก คือจัดอยู่ในสกุลFlaviviridae เชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบแบบเจอี นั้นมีอยู่ สายพันธุ์จำแนกตามยีน แต่สายพันธุ์ที่ กลับ มีความรุนแรงของโรคมากสุด โดยที่ไม่ทราบสาเหต
กลไกการจำลองของไวรัสนี้ จะเหมือนของไวรัสไข้เลือดออก แต่แตกต่างกันตรงที่เป้าหมายของเซลล์ที่จะติดเชื้อ โดยไข้เลือดออกจะติดเชื้อไปยังตับ แต่ไวรัสไข้สมองอักเสบจะไปติดเชื้อที่สมอง ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการสมองอักเสบ โดยเริ่มจากการมีไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หลังจากนั้นจะปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน ชัก และอัมพาต ถ้าเข้าขั้นรุนแรงจะเสียชีวิตภายใน 7-9 วัน หลังจากมีอาการ แต่หากผ่านพ้นไปได้ก็จะมีโอกาสรอด แต่จะมีความผิดปกติหลงเหลืออยู่ เช่น การที่พฤติกรรมผิดปกติ สมองเสื่อม และมีอาการอัมพาต ซึ่งเกิดจากสมองถูกทำลาย  
เชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบ แม้มีผู้ติดเชื้อต่ำ แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30%และมีโอกาสผิดปกติจากอาการทางสมองอีก 30% ซึ่ง โรคไวรัสไข้สมองอักเสบ แม้ว่าจะเป็นสกุลเดียวกับไวรัสไข้เลือดออก และมีกลไกการจำลองตัวเองเหมือนกัน แต่รูปแบบโรคและการใช้พาหะที่เป็นยุงกลับเป็นคนละชนิดกัน ซึ่งนักวิจัยเข้าใจว่า อาจเกิดเนื่องจากการใช้โปรตีนที่ไปจับบนตัวรับต่างกัน ซึ่งของไวรัสไข้สมองอักเสบจะใช้โปรตีนที่สามารถไปจับกับเซลล์สมองได้ 

ล่าสุดนักวิจัยจากอินเดียได้ค้นพบว่า ไวรัสไข้สมองอักเสบนี้ นอกจากจะทำลายเซลล์สมองแล้ว ยังทำลายสเต็มเซลล์ของสมองอีก จึงทำให้ผู้ป่วยที่รอดจากภาวะรุนแรงของโรคมีอาการอันเนื่องมาจากสมองไม่ สามารถซ่อมแซมตัวเองได้หลงเหลืออยู่
ปัจจุบันโรคไข้สมองอักเสบไม่มียารักษา แต่มีวัคซีนป้องกัน ซึ่งวัคซีนที่มีในปัจจุบันให้ผลที่ดีมาก แต่ก็มีผลข้างเคียงด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และหากเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยจะมีราคาแพง กระบวนการหาทางรักษาในแบบราคาถูก เช่น ยา จึงต้องมีการวิจัยต่อไป     

โรคทั้ง โรค ที่มียุงต่างชนิดกันเป็นพาหะ มีการแพร่ระบาดมากในหน้าฝน การป้องกันที่ดีสุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงต่าง ๆ ให้หมดไป หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด และการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงนี้จะเป็นการป้องกันตัวเองก่อนที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้ดีที่สุด 

*ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.onopen.com/

 



เครื่องพ่นหมอกควัน เครื่องพ่น ยูแอลวี ULV เครื่องกำจัดแมลง เครื่องพ่นยา




VB ENGINE IMPEX Copyright © 15/21 ถ.พุทธมณฑลสาย1 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.10170